Sukpardist's profileBye~Bye~Funking~loVe~PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 31 ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพแปลโดย Wilai Trakulsin มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ( รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์ ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา: 1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! 2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ 3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม 4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน 5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ 7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ 9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์ 10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน 11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง ๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน ๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน ๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน ๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต August 17 ความสุขของพระมหากษัตริย์ความสุขของพระมหากษัตริย์ ....หนึ่งปีที่ผ่านมา...... เราใส่เสื้อเหลือง เราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย .....สิบสองปีที่ผ่านมา...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนีไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? ..... 34 ปีที่ผ่านมา..... วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า “คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน” และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?” ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ “จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ” ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ “สิทธิ” แต่ลืมคำว่า “หน้าที่” เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง “กฎหมู่” ให้เหนือ “กฎหมาย” เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? 80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก หรือกระทบกระเทือนใจแต่อย่างใด แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา August 16 เรื่องเล่า.. จากเวสป้าเรื่องเล่า.. จากเวสป้า
ไฟแดงที่ 1 :- รถสปอร์ต : (ขับมาด้วยความเร็วสูง และลดความเร็ว เมื่อเจอสัญญาณไฟแดง) รถเวสป้า : พี่ ๆ รู้จักเวสป้าป่าวว..วว..วว (ตะโกนโหวกเหวก แล้วก็ฝ่าไฟแดง แซงรถสปอร์ตไป) รถสปอร์ต : (..งง...) ไฟเขียว:- รถสปอร์ต แซงรถเวสป้า และนำขึ้นไป.. ไฟแดงที่ 2 :- รถสปอร์ต : (จอดติดไฟแดง) รถเวสป้า : พี่ ๆ รู้จักรถเวสป้าป่าว..วว...วว (ถามด้วยน้ำเสียงเดิม และฝ่าไฟแดง แซงรถสปอร์ตไป) รถสปอร์ต : (เอ๊ะ.. ไอ้นี่ 2 ครั้งแล้นนะ) ไฟเขียว :- รถสปอร์ตเหยียบมิด และตามรถเวสป้าทัน ไฟแดงที่ 3:- รถเวสป้าฝ่าไฟแดงอีกครั้ง แต่โดนรถกระบะพุ่งชน ทำให้รถและคนกระเด็นไปคนละทาง................ รถสปอร์ต : (ขับมาใกล้ ๆ คนขับเวสป้า) เป็นไงล่ะน้อง.. รู้จักหนังสือพิมพ์ป่าว เอาไว้นอนอ่านสักฉบับ มั้ย คนขับเวสป้า : พี่รู้จักเวสป้าป่าว.. ที่ผมถามน่ะ จะถามว่าเบรคมันอยู่ไหน...........ผมเพิ่งหัดขับ!! รถสปอร์ต :...............???................... August 10 ยกภูเขา...ออกจากอกสมัยนี้ผู้หญิงลำบาก ดูสิ ! เกย์เต็มบ้านเต็มเมือง อย่างนี้ก็เสี่ยงสูงขึ้นนะ ถ้าไม่ได้สามีเจ้าชู้ ก็กลัวว่าจะได้สามีเกย์
จะสมัยนี้หรือสมัยไหน เพศแม่ก็ลำบากอยู่ดี ตราบใดที่ผู้ชายเกย์ยังขี้ขลาด แอบอยู่ คอยขังและหลอกลวงตัวเองไปพร้อม ๆ กับชีวิตอื่นในครอบครัวว่า ตัวเองมีความสุขดี ส่วนที่ว่าเต็มบ้านเต็มเมือง มันจริงเหรอ ? อันนี้ต้องถามกลับว่า มีใครรู้จริง ๆ หรือว่ามีจำนวนมากแค่ไหน ? อีกประการหนึ่ง คนเราชอบหลงคิดไปว่า ผู้ชายผันตัวไปเป็นเกย์เพราะเลือก ความจริงแล้ว เกย์ไม่ใช่ทางเลือกนะครับ เขาเกิดมาเป็นอย่างนั้นอง แต่มีสองสิ่งที่เลือกได้คือ เลือกจะอยู่อย่างเปิดเผยไม่ ในเรื่องความเสี่ยงของผู้หญิง หากมองอีกมุม ก็มีผู้ชายหลายคนแต่งงานกับหญิงรักหญิงโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่เรารับรู้และชอบตัดสิน มักจะไม่ค่อยยุติธรรมกัน เพราะสังคมนี้ผู้ชายเป็นใหญ่ ยังไง ๆ ผู้หญิงที่หย่าเพราะสามีเป็นเกย์ ย่อมเป็นข่าวใหญ่กว่าผู้ชายหย่าเพราะภรรยาเป็นญรญ. และที่เกิดขึ้นก็คือ ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ออกมาเปิดเผยความรู้สึก ส่วนฝ่ายชายจะหายจ้อย ผมว่าผู้หญิงที่ยอมรับความจริงและนำมันมาพูดให้คนอื่นฟังได้ เป็นคนเข้มแข็งมาก แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือ สังคมชอบชี้นิ้วกล่าวโทษคนยอมรับความจริงว่า พวกเธอไม่ดูตาม้าตาเรือเอง สม... ต่อไปนี้ คุณผู้หญิงน่าจะดีใจและมีความเสี่ยงน้อยลง โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เหตุผลนานาที่ว่า “ใคร ๆ เขาก็ อดีตสามีเกย์หมาด ๆ ผู้หนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า พอพ่อแม่เขาจากไปทั้งคู่ เขาก็ขอเลิกรากับภรรยาทันทีเพราะเขารู้ว่า มันเป็นชีวิตจอมปลอม เขาเห็นคนยอมรับตัวเองมากขึ้นตามสื่อ ตามท้องถนน ตอนนี้มองกลับไปเขาแต่งงานเกือบสิบปี กว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เขาก็อายุเกือบห้าสิบแล้ว เพื่อนผู้อาวุโสของผมคนหนึ่งรู้ตัวมาตั้งนานแล้ว แต่ในยุคสามสิบปีก่อนโน้น ใคร ๆ เขาก็แต่งงานกัน หลังจากหย่ากับภรรยาไปแล้วสองปี วันหนึ่งเขาโทรศัพท์กลับไปหาเธอ เพื่อบอกว่า เหตุที่ขอแยกทางที่อ้างไว้น่ะ ไม่ใช่หรอก เธอพูดขึ้นว่า ฉันรู้มาตั้งนานแล้วล่ะ เขาเพิ่งสบายใจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้พูดความจริง สองรายแรกโชคดีไม่มีลูกให้ต้องตัดสินใจลำบาก แต่เพื่อนผมอีกคน มีลูกสองคน กว่าเขาคนนี้จะตัดสินใจเลือกทางเดินที่ตรงกับหัวใจ และสบายใจอย่างแท้จริง ชีวิตเขาก็เริ่มเข้าวัยเกษียณแล้ว ทำไมคนเราจะให้โอกาสกับตัวเอง และมีชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น และมีความสุขกับมันจริง ๆ ไม่ได้เสียที ? พวกเขามักฝันไปเองว่า จะไม่โดดเดี่ยวแน่ ๆ ในชีวิตนี้ แต่ถามจริง ๆ เถอะครับ ส่วนลึกสุดของหัวใจแล้ว คุณยังคงเหงา และอ้างว้างอยู่ดี เพราะคุณพยายามแล้ว แต่คุณก็กอดภรรยาอย่างสุดหัวใจและอบอุ่นไม่ได้ ขณะเดียวกัน คุณก็เปิดใจให้กับผู้ชายคนนั้นไม่ได้เช่นกัน ? โลกไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะเราเห็นคนยอมรับตัวเองมากขึ้น และมีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หลายประเทศกำลังตื่นขึ้น คืนสิทธิ์ที่ควรจะมีมานานแล้วให้ผู้ชายสองคน หรือผู้หญิงสองคนที่คิดจะร่วมชีวิตกัน ให้เขาเลือกที่ชีวิตคู่กันได้หากต้องการ และมีกฎหมายรองรับ คู่เกย์ และคู่เลสเบี้ยนได้รับสิทธิ์ที่จะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าได้เหมือนคู่หญิงชายที่อยู่ข้างบ้าน ความเป็นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย น่ากลัว หรือมืดมนอีกต่อไป มันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ สิ่งเหล่านี้เองทำให้เกย์รุ่นใหม่ไม่ต้องเดินตามรุ่นพี่ เมื่อมั่นใจกับทางเลือกที่มีมากขึ้น และรู้แล้วว่า ตัวเองเป็นใคร ชอบคนเพศไหน ก็ไม่ต้องบีบตัวเองให้แต่งงานเพราะสังคมบอก ไม่ต้องแต่งงานเพราะพ่อแม่อยากเห็นเป็นฝั่งเป็นฝา ไม่ต้องแต่งงานเพราะกลัวหน้าที่การงานจะไม่ก้าวหน้า เกย์ที่แต่งงานแล้วและไม่มีความสุขกับชีวิตที่ปั้นแต่งขึ้นจะค่อย ๆ เผยตัวออกมามากขึ้น คนที่เลี้ยงลูกจนโตช่วยตัวเองได้แล้ว และมีการงานมั่นคงมากขึ้น จะเปิดเผยตัวมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศอย่างอเมริกา พบว่า การหย่าเพราะสามีอยากเปิดเผยตัวมีมากขึ้น และที่น่าสนใจ ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ต้องพึ่งสามี เราจึงจะเห็นญรญ.หลายคนทิ้งชีวิตสมรสไว้เบื้องหลังโดยไม่แยแสกระเป๋าของพ่อบ้าน สังคมไม่ต้องตกอกตกใจไปนะครับ เขากำลังเลือกทางเดินที่เขาเลือกได้เอง เขากำลังหมดความกดดันจากกรอบเดิมที่ทุกข์สาหัส เขาจะเห็นพี่น้องร่วมโลกคนอื่นที่เปิดเผยตัว และความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองเป็น กำลังจะถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงที่เขาเพิ่งค้นพบ และรู้ว่า เขาก็มีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริงได้เช่นกัน ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ www.manager.co.th |
|
|